หลายคนอาจจะสงสัยว่า การพัฒนา Mobile Application นั้นมีกี่แบบ แล้วแต่ละแบบต่างกันยังไง แล้วเราจะเลือกแบบไหนถึงจะเข้ากับแอปพลิเคชันของเรา วันนี้ Hatyai Application ทำเว็บหาดใหญ่ ได้รวบรวมข้อมูลให้คุณได้ลองศึกษาก่อนจะมีการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันจริงๆ

ในขั้นตอนของการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือโมบายแอปพลิเคชัน มีเครื่องมือ (Tool) และภาษา (Programming Language) อยู่มากมายหลายภาษา ให้นักพัฒนาเลือกใช้ งาน ตามความเหมาะสมของงาน แต่ละเครื่องมือและภาษามีความสามารถที่แตกต่างกัน บางภาษาเหมาะกับการพัฒนาซอฟต์แวร์เกมส์ บางภาษาเหมาะกับการทำแอพพลิเคชั่นขนาดเล็ก บางภาษาเหมาะกับการจัดการข้อมูลจำนวนมาก ดังที่เราจะเห็นว่ามีแอปพลิเคชันมากมายหลายประเภทบน Online Store มีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไป การพัฒนาโมบายแอปพลิเคชัน มี 2 แบบ คือ แบบ Hybrid Application และ Native Application

การพัฒนา Mobile Application รูปแบบ Hybrid กับ Native ต่างกันยังไง ?

Native Application

native-application

เครื่องมือและภาษาหลักที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันแฟลตฟอร์มนั้น ๆ โดยเฉพาะ คือ การพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยอาศัยเครื่องมือและภาษา ที่ถูกออกแบบขึ้นมาให้เหมาะสมกับการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับระบบปฏิบัติการนั้น ๆ เป็นภาษาแม่ของ ระบบปฏิบัติการนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น เครื่องมืออย่าง xcode และ ภาษา Objective-C หรือ Swift ถูกออกแบบมาให้ใช้พัฒนา mobile application บนระบบปฏิบัติการไอโอเอส iOS หรือ เครื่องมืออย่าง Android StudioAndroid SDK และภาษาอย่าง JAVA ถูกเลือกให้ใช้ในการพัฒนา mobile application บนระบบปฏิบัติการแอนดรอย Andorid

ข้อดีของการพัฒนาแอพลิเคชั่นแบบ Native

  • สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานของ Platform นั้น ๆ ได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ
  • ประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด มีความยืดหยุ่นเอื่อประโยชน์ต่อนักพัฒนาสูงสุด
  • ด้าน UX ( User Experience ) แอพพลิเคชั่นแบบ Native จะถูกพัฒนาอยู่บนพื้นฐาน System interface components ทำให้ End User คุ้นเคย และเข้าใจการใช้งานได้ดีกว่า

ข้อเสียของการพัฒนาแอพลิเคชั่นแบบ Native

  • ใช้บุคลากรในการพัฒนาหลายคนและหรือใช้เวลาในการพัฒนาค่อนข้างสูง เพื่อสามารถให้รองรับการทำงานในแต่ละระบบปฏิบัติการ

Hybrid Application

hybrid-application

เครื่องมือและภาษาที่ถูกพัฒนาเพิ่มคุณสมบัติให้สามารถนำมาพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันได้ คือ การพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยอาศัย Framework หรือ SDK ที่ถูกสร้างมาจากหลากหลายภาษา และมีเครื่องมือที่เหมาะสมกับ framework หรือ SDK นั้น ๆ ให้เลือกใช้ในการพัฒนาที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น Corona SDK ใช้ ภาษา lua , Adobe AIR ใช้ภาษา Action Script 3 หรือ UNITY ใช้ C#และ Javascript

ข้อเสียของการพัฒนาแอพลิเคชั่นแบบ Hybrid

  • สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานของ Platform นั้น ๆ ได้ไม่เต็มที่ อาจมีประสิทธิภาพการทำงานในบางฟังก์ชั่นด้อยกว่าการพัฒนาแบบ Native
  • หากต้องการเข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานแบบ Native ต้องพัฒนาส่วนเสริม ( Extention ) ซึ่งก็ต้องพัฒนาร่วมกันระหว่างภาษาที่เป็น Native และ Hybrid
  • ในด้าน UX ( User Experience ) แอพพลิเคชั่นแบบ Hybrid จะต้องพัฒนาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ใกล้เคียงกับ System interface components ของระบบปฏิบัติการนั้น ๆ มากที่สุด

ข้อดีของการพัฒนาแอพลิเคชั่นแบบ Hybrid

  • ประหยัดทรัพยากรในขั้นตอนการพัฒนา เช่น เวลา ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรบุคคลอย่างโปรแกรมเมอร์ เป็นต้น
  • เป็นการพัฒนาแบบ Cross-Platform สามารถพัฒนาโดยใช้ชุดคำสั่งหรือภาษาใด ภาษาหนึ่ง ให้สามารถใช้งานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ

ที่มา : codebee.co.th

บริษัทรับทำแอปพลิเคชันฯ

คำถามที่พบบ่อย?

เลือกพัฒนาแอปพลิเคชันรูปแบบใดดี? HYBRID vs NATIVE

การเลือกเครื่องมือและภาษาที่จะใช้ในการพัฒนาให้เหมาะสมกับงาน เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด บางเครื่องมือและภาษาเหมาะกับการพัฒนาซอฟต์แวร์เกมส์ ทั้งแบบ 2D และ 3D บางเครื่องมือและภาษาเหมาะกับการทำแอพพลิเคชั่นขนาดเล็ก ติดตั้ง โหลดลงเครื่องและใช้งานได้เลย ประหยัดงบประมาณได้เยอะ บางเครื่องมือและภาษาเหมาะกับการจัดการข้อมูลจำนวนมากมีการรับส่งข้อมูลระหว่าง Application และ Server API เครื่องมือแต่ละตัว หรือภาษาทุกภาษา มีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกัน เลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน “put right tool on the right job”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *